เรียนอย่างไรถึงจะทำให้เกรดเพิ่มได้

เรียนอย่างไรถึงจะทำให้เกรดเพิ่มได้
สำหรับน้องๆที่มีปัญหากลุ้มใจเกี่ยวกับเกรดเฉลี่ยที่ออกมาแล้วไม่สวย หรือไม่ได้ตามที่ตั้งเป้าไว้นั้น เป็นเรื่องที่ไม่ยากเกินความสามารถของน้องๆเลยค่ะ แต่ว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลยซะทีเดียว เพราะน้องๆนั้นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอยู่อีกหลายอย่างออกไปจากตัวของน้องๆเอง แม้ว่าจะมีหลายพฤติกรรมที่น้องๆทำกันจนเป็นนิสัย แต่นั้นก็ไม่ได้มีอะไรยากเกินไปแน่นอนค่ะ ถ้าเราตั้งใจทำจริง วันนี้พี่ก็เลยได้นำเอาข้อปฏิบัติที่จะช่วยให้น้องๆเกรดดีขึ้นมาฝากกันค่ะหากน้องๆทำได้ก็จะทำให้น้องๆเกรดขึ้นกันอย่างถ้วนหน้าเลยละค่ะ
>> การนั้งแถวแรกของห้องเรียน วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายมากค่ะใครๆก้สามารถทำได้กันทั้งนั้นเพราะการที่นั่งแถวหน้าจะทำให้น้องๆจำและเข้าใจเนื้อหาที่ครูสอนได้ดีกว่าการที่น้องๆนั่งหลังห้องค่ะ
>> ให้เอาหนังสือมาเรียนด้วยทุกครั้ง ให้เราเอาหนังสือของเรามาด้วยทุกครั้งอย่าอาศัยแต่ของเพื่อนเด็ดขาดเพราะการที่เรานำหนังสือมาเรียนด้วยทุกครั้งนั้นจะช่วยให้เราจดข้อความที่จำเป็นลงไปหากว่าครูอธิบายเพิ่มเติมนอกเหนือเนื้อหาที่มีในหนังสือและเราก็สามารถเก็บเอาไปทบทวนที่บ้านได้ด้วยค่ะ
>> ทำการบ้านด้วยตัวเองทุกครั้ง เมื่อเรามีความตั้งใจเรียนแล้วก็จะทำให้เราเข้าใจเนื้อหา ดังนั้นหากมีการบ้านก็ให้เราทำเองทุกครั้งจะดีที่สุดเพื่อจะได้เป็นการทบทวนตัวเองด้วยว่าเราเข้าใจเนื้อหาที่เรียนมากน้อยแค่ไหนหากเราทำได้หมดก็แสดงว่าเราเข้าใจในบทเรียนนั้นๆ พอถึงเวลาสอบก็อาจจะทบทวนเนื้อหาเพื่มนิดหน่อยแค่นี้ก็จะทำให้เกรดของน้องเพิ่มขึ้นอย่างเห็นผลเลยละค่ะ
>> บททวนบทเรียน เราตั้งใจเรียน ทำการบ้านเอง ทบทวงอีกเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอแล้วละค่ะ
>> เลือกคบเพื่อน การเรียนที่ดีนั้นหากเราได้เพื่อนที่ดีพาเราเรียนก็ดีไปแต่หากคบเพื่อนที่แย่กว่าก็รังแต่จะพาเราเสีย ใช่ว่าเพื่อนที่เราคบอยู่นั้นเค้าไม่ดีนะคะเพียงแต่ว่าเราลองเปิดใจคบเพื่อนต่างห้องดูเผื่อจะทำให้เราสามารถปรึกษาเรื่องการเรียนได้ค่ะ

น้องๆลองทำตามวิธีที่พี่นำมาแนะนำดูนะคะเพื่อจะได้ช่วยให้น้องๆมีเกรดที่เพิ่มขึ้นได้ค่ะ

 

 

ขอบคุณบทความดีดีจาก : campus.sanook.com

Posted in Uncategorized | Tagged , , , , | Comments Off

การเรียนด้วยการเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

การเรียนด้วยการเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
การเรียนที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดนั้นต้องเน้นที่ผู้เรียนเป็นสำคัญหากการเรียนนั้นไม่ได้ใส่ใจในความต้องการของนักเรียนแต่ละแผนการเรียนแล้ว นักเรียนก็จะไม่ได้พัฒนาตนเองเลย การแสดงศักยภาพของผู้เรียนนั้นก็จะไม่เห็นผล เพราะผู้เรียนแต่ละคนมีความถนัดที่แตกต่างกันนั่นเอง
หากแต่ละแผนการเรียนนั้นครูไม่เอาใจใส่ที่ดีพอแล้ว ก็จะทำให้ไม่เห็นถึงความต้องการ ความสนใจ ความถนัด ของนักเรียนเลย และก็ยากที่จะเข็ญให้นักเรียนไปได้ถูกทางเกี่ยวกับการที่จะเลือกสอบเข้าเรียนต่อในสาขาที่เขาชอบได้ นอกจากนี้ก็ยังมีทักษะพื้นฐานอันเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะใช้ในการเรียนรู้ อันได้แก่ ความสามารถในการฟัง พูด อ่าน เขียน ความสามารถทางสมอง ระดับสติปัญญา และการแสดงผลของการเรียนรู้ออกมาให้ได้เห็น ดังนั้นคุณครู จึงควรมีการจัดการที่เหมาะสมในลักษณะที่แตกต่างกัน ตามเหตุปัจจัยของผู้เรียนแต่ละคนด้วย

ดังนั้นครูทุกคนจึงควรทบทวนบทบาทของตัวเองก่อนโดยเริ่มจากการทบทวนและปรับแต่งความคิดของตัวเองใหม่ เพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายของการเรียน โดยต้องเข้าใจว่าการเรียนนั้นถ้าจะให้ได้เกิดผลสัมฤท์เต็มที่ต้องเข้าใจแก่นแท้ของผู้เรียนเป็นสำคัญ นั้นคือเปลี่ยนจากการยึดวิชาเป็นตัวตั้ง มาเป็นยึดผู้เรียนเป็นตัวตั้งแทน

หลักการสอรที่ดีนั้นครูต้องคำนึงถึงความแตกต่างของนักเรียนแต่ละคนด้วยเพราะพื้นฐานของนักเรียนแต่ละคนนั้นมาจากต่างที่ ต่างสถาบัน ครูจึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจของเด็กแต่ละคนด้วยถึงจะทำให้ได้รู้ว่านักเรียนคนไหนต้องสอนยังไง หรือเพิ่มอะไรให้และครูจะได้หาวิธีสอนที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างเต็มที่นั่นเอง

หากมีการเรียนไม่เน้นทีผู้เรียนเป็นสำคัญก็จะทำให้ไม่เกิดการเรียนรู้ที่ยั่งยืนได้เนื่องจากนักเรียนไม่ได้นำมาปฏิบัติจริง ดังนั้นครูจึงต้องหันมาทบทวนบทบาทและหน้าที่ที่จะต้องแก้ไข โดยต้องตระหนักว่า คุณค่าของการเรียนรู้คือการได้นำสิ่งที่เรียนรู้มานั้นไปปฏิบัติให้เกิดผลด้วย
นั่นก็คือผู้เรียนสามารถ พัฒนาตนเองไปสู่ศักยภาพสูงสุดหลังจากการเรียนจบหลักสูตร

ขอบคุณบทความดีดีจาก : lms.thaicyberu.go.th

Posted in Uncategorized | Tagged , , , , | Comments Off

การเลือกเรียนต่อสายสามัญ

การเลือกเรียนต่อสายสามัญ
การศึกษาสายสามัญนั้นก็เป็นอีกทางเลือกสำหรับนักเรียนที่มีความประสงค์จะเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย(ม.4-6) หลังจากที่จบในระดับ มัธยมศึกษาตอนต้นมาแล้ (ม.1-3)เพราะนั่นจะเป็นตัวกำหนดอนาคตของเส้นทางอาชีพว่าจะเดินต่อไปในทางใด การศึกษาในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6 เป็นการศึกษาในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในช่วงชั้นที่ 4 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นการศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขาวิชาต่างๆ ตามความถนัดและความสนใจของนักเรียน คือ
1.กลุ่มที่เน้นการเรียนรู้ด้าน วิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์(วิทย์-คณิต)
2.กลุ่มที่เน้นการเรียนรู้ด้าน ศิลปศาสตร์-คณิตศาสตร์ (ศิลป์-คำนวณ)
3.กลุ่มที่เน้นการเรียนรู้ด้าน ศิลปศาสตร์-ภาษา (ศิลป์-ภาษา)
4.กลุ่มที่เน้นการเรียนรู้ด้าน ศิลปศาสตร์-สังคม (ศิลป์-สังคม)

บุคคลที่จะสามารถเข้าเรียนต่อสายสามัญได้นั้นต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้คือ
- นักเรียนที่ได้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 มาแล้วหรือเทียบเท่า
- ต้องเป็นบุคคลที่ไม่มีภาระนั่นก็คือเป็นโสด ไม่จำกัดอายุ
- เป็นบุคคลที่มีผลการเรียนตามเกณฑ์ของแต่ละที่หรือแต่ละโรงเรียนกำหนด

หลักฐานต่างๆที่ใช้ในการศึกษาต่อมีดังนี้คือ

>>ใบสมัครของโรงเรียนที่นักเรียนมีความประสงค์ที่จะเข้าศึกษาต่อ
>>สำเนาทะเบียนบ้านที่มีชื่อของนักเรียนอยู่ในนั้นด้วย
>>สำเนาระเบียนแสดงผลการเรียนหรือหลักฐานแสดงการจบการศึกษาชั้น ม.3 หรือเทียบเท่า

โรงเรียนที่รับเปิดสอนในสายสามัญ
1.โรงเรียนมัธยมศึกษาในสังกัดของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
2.โรงเรียนมัธยมศึกษาภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (เช่น โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์)
3.โรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยต่างๆ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
4.โรงเรียนเอกชนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน

การเลือกเรียนไม่ว่าจะเลือกเรียนในสายใดก็แล้วแต่ต้องขึ้นอยู่กับว่านักเรียนมีความชอบความถนัดเท่านั้น หากนักเรียนเรียนตามเพื่อน หรือเรียนเพียงเพราะชื่อเสียงของสถาบันการเรียนก็ไม่ได้ทำให้เราประสบผลสำเร็จลุล่วงไปได้ดีได้ ดังนั้นนักเรียนควรศึกษาหรือหาผู้ให้คำปรึกษาให้ถี่ถ้วนถ่องแท้ก่อนการตัดสินใจเรียนในสายการเรียนนั้นๆด้วย

ขอบคุณบทความดีดีจาก : www.trueplookpanya.com

Posted in Uncategorized | Tagged , , , | Comments Off

เลือกเรียนอย่างไรให้ถูกคณ

เลือกเรียนอย่างไรให้ถูกคณ
ปัจจุบันนี้มีการแข่งขันทางด้านการสอบเข้าเรียนต่อเข้ามหาวิทยาลัยนั้นสูงมากแต่การสอบเข้าเรียนต่อนั้นก็ต้องเลือกเรียนให้ตรงกับคณะที่ใช่ ถึงจะทำให้การเรียนนั้นจะได้มีประสิทธิภาพสูงสุดของผู้เรียนเองด้วย แต่หากว่าการเรียนนั้นเป็นการเลือกเรียนในคณะที่ไม่เหมาะกับตัวเอง ก็จะทำให้การเรียนนั้นไม่เกิดประสิทธิภาพทำให้เสียทั้งเวลาและเสียทั้งโอกาส เพราะหลายคนเลือกตามที่พ่อแม่สั่ง บางคนเลือกตามเพื่อน บางคนเลือกเพราะชอบชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย บางคนเลือกเพราะเชื่อว่าคณะนั้นจบไปแล้วจะไม่ตกงาน บางคนเลือกเพราะคิดว่าคณะนั้นเมื่อจบไปแล้วจะได้งานทำที่มีเงินเดือน ใครที่คิดแบบนี้แล้วหล่ะก็นั่นเป็นการคิดที่ผิดทั้งหมด เลยค่ะเพราะถ้าหากใครได้ลองเรียนด้วยวิธีที่ว่ามานทั้งหมดนั้นจะทำให้เรียนไม่ไหวต้องลาออกหรือ ทำให้เสียเวลา เสียเงินทอง โดยเปล่าประโยชน์ไป

การเลือกเรียนให้ถูกคณะและถูกต้องนั้นก็คือ ควรเลือกเรียนในสาขาที่ตนเองชอบเท่านั้น แม้นว่าใครจะพูดโน้มน้าวใจเราแค่ไหนก็ตามหากเราไม่ชอบก็อย่าเลือก เป็นอันขาดไม่ว่าจะด้วยข้ออ้างอะไรก็ตามการเลือกที่ชอบนั้นต้องชอบจริงๆ ไม่ใช่ชอบหมอเพราะพ่อเป็นหมอ ชอบทหารเพราะมีพี่ชายเป็นทหาร ชอบเป็นแอร์เพราะอยากเที่ยวในที่ที่อยากไป ถ้าชอบแบบนี้ก็ไม่ใช่วิธีที่ใช่เพราะบางที่ตัวตนที่แท้จริงของเราอาจจะเรียนได้ดีกว่าวิชาที่เลือกว่าชอบก็ได้

หากว่าเราจะเลือกในวิชาที่ชอบนั้นก็คือเราได้รู้จักวิชาชีพนั้นๆอย่างถ่องแท้เสียก่อน เช่น ถ้าอยากเป็นครูก็ต้องศึกษาเพื่อให้ได้รู้เกี่ยวกับวิชาชีพนี้ให้ดีเสียก่อน จบแล้วต้องวางแผนว่าจะไปสอนที่ไหน เงินเดือนเท่าไร สังคมการทำงานเป็นอย่างไร เกษียณแล้วจะไปทำอะไร ฯลฯ

หากเราได้ศึกษาที่เราจะเรียนหรือวิชาชีพที่เราจะเรียนอย่างถ่องแท้แล้วละก็ หากใครชอบอะไรก็ตัดสินใจเรียนได้เลย ดูหนังสือให้เต็มที่ พยายามให้ถึงที่สุดความสำเร็จก็ไม่ไกลเกินเอื้อมค่ะ

ขอบคุณบทความดีดีจาก : www.unigang.com

Posted in Uncategorized | Tagged , , , | Comments Off

เรียนสายอาชีพดีอย่างไร

เรียนสายอาชีพดีอย่างไร
ทุกวันนี้การเรียนนั้นมีมากมายหลายสถาบันให้ได้เลือกเรียนกัน แล้วแต่ว่าใครสนใจที่จะเรียนแบบไหน บางคนก็เลือกเรียนสายสามัญ บางคนก็เลือกเรียนสายอาชีพ ซึ่งก็แล้วแต่ว่าใครถนัดแบบไหน แต่วันนี้เราจะมาเล่าถึงว่าการเลือกเรียนสายอาชีพนั้นดีอย่างไรมาบอกเล่าให้ได้ทราบกันค่ะ
การเลือกเรียนสายอาชีพนั้นมีให้เราได้เลือกหลายสาขาวิชา เช่น สาขาช่างยนต์ สาขาช่างก่อสร้าง สาขาช่างอิเล็กทรอนิกส์ สาขาช่างยนต์ คหกรรม บัญชี การขาย และเลขนุการ เป็นต้น
เนื่องจากการเรียนสายอาชีพเป็นการสอนที่ตรงกับวิชาที่ตนเองถนัดล้วนๆ จึงเหมาะสำหรับผู้สนใจประกอบอาชีพตามสาขาที่กำหนดได้ ซึ่งการเรียนนั้นก็ขึ้นอยู่กับความชอบและความถนัดของตนเอง และเพื่อให้การเข้ารับการศึกษาสำเร็จลุล่วงด้วยดี
ดังนั้นหากใครที่ต้องการจะเรียนในสายอาชีพแล้วละก็ต้องเลือกตามความชอบและความสนใจ ของตัวองจริงๆ จึงจะทำให้การเรียนนั้นประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ ควรศึกษาหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจให้มากและวางแผนอนาคตของตนเอง
วิธีการเลือกเพื่อช่วยในการตัดสินใจ
วิธีการเลือกนั้นมีให้เราได้ศึกษากันอยู่หลายวิธีขึ้นอยู่กับว่าเราจะต้องการจากแหล่งข้อมูลแบบไหนแต่หากเราได้คำปรึกษาหรือหาข้อมูลในหลายๆที่ก็จะเป็นข้อดีในเรื่องของการช่วยตัดสินใจ ซึ่งมีดังนี้
สอบถามจากครูห้องแนะแนว การสอบถามจากครูห้องแนะแนวก็เป็นวิธีที่ดีอีกวิธีหนึ่งเพราะมีคุณครูคอยแนะนำแนวทางที่ดีให้เราว่าเราเหมาะที่จะเรียนสาขาวิชาไหน และเป็นวิธีที่รวดเร็วและสะดวกสำหรับผู้สนใจ เนื่องจากไม่ต้องเสียเวลาในการค้นคว้ามาก แต่ถ้าหากได้ข้อมูลไม่สมบูรณ์ ก็ควรสืบค้นจากวิธีอื่น ๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจเพิ่มเติม
ค้นหาจากการอ่าหนังสือ การอ่านหนังสือนั้นก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้กำลังหาช่องทางในกาเรียนเพราะการที่เราศึกษาข้อมูลด้วยการอ่านข้อมูลจากหนังสือจะทำให้ผู้สนใจเข้าใจสาขาวิชานั้น มากขึ้น และทำให้เราสามารถเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจได้ดีขึ้น
ขอบคุณบทความจาก : www.education.newnaew.net

Posted in Uncategorized | Tagged , , , , | Comments Off

เรียนให้เก่งทำยังไง

เรียนให้เก่งทำยังไง
เหตุผลในการเรียนนั้นมีหลายเหตุผลในการเรียนว่าเราเรียนเพื่ออะไร เรียนเพื่อให้มีความรู้ เรียนเพื่ออนาคตมีงานทำ เรียนเพื่อมาบริหารธุรกิจครอบครัว หรือไม่ว่าจะเรียนมาเพื่ออะไรก็แล้วแต่การเรียนที่ดีก็ต้องมีความรู้หรือได้ความรู้กันทุกคน แต่ละคนนั้นก็มีวิธีการเรียนที่แตกต่างกันไป แต่เหตุผลที่จะทำให้เรียนเก่งนั้นต้องมีองค์ประกอบหลายอย่างจึงจะทำให้การเรียนนั้นประสบความสำเร็จต้องปฏิบัติตัวดังนี้คือ
>> ก่อนอื่นนั้นน้องๆลองผึกตัวเองด้วยการตื่น และการนอนให้เป็นเวลาก่อนลองทำอย่างนี้ต่อเนื่องกันเป็นเวลา หนึ่งเดือนเพื่อฝึกระเบียบให้แต่ตนเอง และเตรียมสมองเราด้วย

>> เวลาอ่านหนังสือไม่ควรอ่านติดต่อกันนาน ควรพักบ้างแต่ต้องอ่านให้ต่อเนื่องและควรจะอ่านทุกวันด้วยค่ะเพื่อเป็นการบังคับตัวเองไปในตัวให้เป็นนิสัยในการอ่าน

>>เมื่อเราอ่านจบในทุกเรื่องหรือทุกตอนก็ให้สรุปเนื้อหาที่เราอ่านด้วยทุกครั้งเพื่อเป็นการทบทวนเนื้อหาที่เราได้อ่านไป

>>ก่อนนอนให้เรานั่งสมาธิแล้วนึกถึงเรื่องราวที่เราอ่านไปเมื่อสักครู่ดูหากนึกได้ก็แสดงว่าเรามีสมาธิในการอ่านได้ดีทีเดียว

>> ในการเรียนแต่ละวิชาต้องจับจุดของเนื้อหาในการเรียนให้ได้ ถ้าเป็นวิชาฟิสิกส์ หรือเคมี ก็ท่องจาสูตรไว้ หมั่นทบทวนแบบฝึกหัดเนื้อหาที่ได้เรียนเป็นประจำจะได้ทำให้เราจำสูตรได้ขึ้นใน หากเป็นวิชาที่ต้องทำความเข้าใจก็ให้อ่านทำความเข้าใจในเรื่องนั้นๆให้ได้หากอยากรู้เพิ่มเติมค่อยหาตำราอื่นมาอ่านเพิ่มเติม
>> หมั่นหาตำรามาอ่านให้เยอะๆ เช่นหัดทำแบบฝึกหัดบ่อยๆ จะทำให้เราจำได้แม่นขึ้น หากไปเจอข้อสอบจริงๆเราจะได้ทำได้เพราะมันผ่านตาเรามาหมดแล้วแบบว่ามองปุ๊ปทำข้อสอบได้ปั๊ป
>> ที่สำคัญนั่นก็คือเพิ่มพลังเพื่อความมั่นใจให้กับตัวเองด้วยการไปสอบแข่งขันทุกครั้งที่มีการเปิดสมัครสอบ หากเราทำได้แล้วนั่นก็เป็นผลดีกับตัวเราเองทีนี้มก็ให้มั่นใจได้เลยว่าต่อไปในการสอบสนามแข่งที่ไหนเราก็ไม่ต้องกลัวและกังวลอีกต่อไป
ขอบคุณบทความดีดีจาก : www.oknation.net

Posted in Uncategorized | Tagged , , , | Comments Off

ทำไมต้องไปโรงเรียน

ทำไมต้องไปโรงเรียน

การเรียนนั้นเป็นเรื่องจำเป็นที่สุดสำหรับคนเราทุกคน เพราะเราต้องรู้หนังสือเพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องอะไรก็แล้วแต่ที่จะต้องใช้วาจาในการสื่อสารหากไม่รู้หนังสือแล้วเราก็ไม่สามารถที่จะติดต่อสื่อสารกับคนอื่นได้ ถึงได้ก็ไม่ได้ความหรือเข้าใจกันค่ะ ดังนั้นการเรียนจึงเป็นเรื่องสำคัญ และจำเป็นที่สุด

การที่น้องๆไปโรงเรียนทุกวันนั้นก็เพื่อไปเรียนหนังสือ ได้รู้เกี่ยวกับศิลปะวิชาที่ได้เรียนมา และทฤษฎีต่างๆ บางคนอาจจะสงสัยว่า มาเรียนรู้อะไร เมื่อเรารู้แล้ว เราได้อะไรไปใช้บ้างเมื่อมาเรียน น้องๆหลายคนคงไม่อาจหาคำตอบให้กับตัวเองได้
หากการที่เราเรียนไปแล้วนั้นไม่ได้นำประโยชน์อะไรเลยกลับไปใช้แล้วจะเรียนไปเพื่ออะไร เพราะสุดท้ายความรู้ที่ร่ำเรียนมา ก็เลือนหายไปเพราะเราไม่ได้นำไปใช้นั้นเอง หากใครที่คิดว่าเรียนเพื่อได้พบเพื่อน นั้นน้องๆคิดผิดแล้วล่ะค่ะ เพราะการเรียนแค่จะมาเพื่อมีเพื่อนนั้นไม่ได้ทำให้น้องๆ ได้ประโยชน์อะไรจาการเรียนเลย เพราะเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน เสียทั้งโอกาส ด้วย

ดังนั้นเหตุที่ว่าทำไมเราต้องไปเรียนก็เพราะว่าเราจะได้ความรู้หลักวิชาการต่างๆเพื่อนำไปเรียนรู้นำไปปรับปรุงหรือเป็นแนวทางในอนาคตนั้นเองง่ายๆเลยเมื่อเราจบออกมาก็เพื่อจะได้นำความรู้ที่มีที่เราได้เล่าเรียนสั่งสมมานั้น นำมาประกอบอาชีพให้กับตัวเราเองได้ยังไงละ

การตั้งใจเรียนจึงเป็นเรื่องที่น้องๆ ทุกคนควรใส่ใจทั้งนี้ก็เพื่อเก็บเกี่ยวการเรียนให้ได้มากที่สุดเต็มความสามารถของเรานั้นเอง หากเมื่อไม่สนใจเรียน เมื่อเวลาผ่านไป ไม่สามารถแก้ไขได้อีก แล้วเราจะทำอย่างไรล่ะ อย่างน้อยการที่น้องๆ ตั้งใจเรียนมานั้น วิชาความรู้ที่เราได้เรียนมาก็ยังสามารถนำมาเป็นแนวทางให้เราทำมาหากินได้ ไม่เป็นคนสิ้นไร้ไม้ตอกหรือไร้การศึกษา ไม่โดนเขาดูถูกเหยียดหยามได้ เพราะเรามีอาชีพมีงานทำที่สุจริตนั่นเอง

ขอบคุณบทความดีดีจาก : www.dek-d.com

 

Posted in Uncategorized | Tagged , , , , | Comments Off

ทำไมเราถึงต้องเรียน

ทำไมเราถึงต้องเรียน
น้องๆ หลายคนคงสงสัยว่าทำไมเราถึงต้องเรียนหนังสือกัน เพราะบางคนที่บ้านก็มีธุรกิจเป็นของครอบครัวอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องเรียนหนังสือก็ได้ ถึงเรียนมาก็ไม่ต้องไปหางานทำให้ยุ่งยาก อะไรทำนองนี้ใช่มั๊ยล่ะคะ หรือบางคนก็มีแนวคิดที่แตกต่างออกไปจากนี้ก็มี
น้องๆรู้หรือไม่ว่าการเรียนนั้นหลายคนนั้นอยากเรียนหนังสือมาก แต่ก็ไม่มีโอกาสได้เรียนเลยเพราะฐานะทางครอบครัวของเขา อาจเป็นเพราะ ยากจน หรือไม่ ก็พ่อแม่ มีลูกมากไม่มีความสามารถที่จะส่งลูกเรียนได้สูงๆ จนบางคนต้องดิ้นรนหางานทำเพื่อส่งเสียตัวเองให้ได้เรียนหนังสือ และบางคนก็ไม่ได้เรียนเลยก็มี ดังนั้นหากใครมีโอกาสได้เรียนแล้วจึงควรปฏิบัติตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดีต่อน้องๆ รุ่นหลังๆ เป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องของการเรียน เป็นต้น

การเรียนเป็นสิ่งสำคัญไม่จำเป็นต้องเรียนเฉพาะเด็กเท่านั้น ผู้ใหญ่ก็เรียนได้เช่นกัน เพื่อเป็นการเพิ่มเติมความรู้ที่มีอยู่ให้มีมากขึ้น ทุกวันนี้การเรียนไม่ได้จำกัดเรื่องการศึกษาทุกสถาบันเปิดกว้างขึ้นนั่นคือผู้ใหญ่ก็สามารถเรียนได้หากมีความสนใจ อย่างคำที่เขาบอกว่า อายุไม่สำคัญหากจะเรียนหนังสือ การเรียนนั้นน้องๆควรจะตั้งใจให้มากๆและทำให้ดีที่สุด ต้องทำเต็มที่เต็มความสามารถที่เรามี เราไม่ต้องไปน้อยใจหากว่าเวลาเรียนเราได้คะแนนน้อยกว่าเพื่อนๆ เพราะเราทำดีที่สุดแล้ว หรือบางทีหากเราทำคะแนนวิชาไหนได้ดีที่สุด ก็ควรให้รางวัลกับตัวเองเพื่อเป็นกำลังใจในการเรียนค่ะ หากเรามีความรู้อ่านออกเขียนได้ อย่างน้อยเราก็ไม่โดนคนหลอกลวงเอาได้
บางคนอาจเรียนไม่เก่งแต่มีความขยันหมั่นเพียรความสำเร็จก็ไม่ไกลเกินเอื้อมหรอกค่ะ สิ่งนั้นแหละค่ะจึงเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจที่สุด เมื่อเราเรียนจบมีความรู้ความสามารถแล้ว หากไปทำงานหรือสมัครที่ไหน น้องๆ ก็ไม่ต้องกลัวว่าเราจะไม่มีงานทำ
ขอบคุณบทความดีดีจาก : www.dek-d.com

Posted in Uncategorized | Tagged , , , | Comments Off

อ่านยังไงจะเข้าถึงสมอง

อ่านยังไงจะเข้าถึงสมอง
สำหรับหลายคนเชื่อเลยว่าต้องเจอกับปัญหาในเนื่องของการอ่านแน่เลยใช่มั๊ยคะ เพราะอ่านทีไรเนื้อหาในหนังสือที่อ่านก็ไม่เข้าถึงสมองเลยซักที บางทีอ่านไปแต่ใจมันไปจดจ่ออยู่กับอีกเรื่องหนึ่งแทน หรือหากเราอ่านหนังสืออยู่หน้าจอทีวีแล้วละก็ข้อนี้ห้ามเด็ดขาดเลยค่ะ สมาธิไม่มีแน่นอน จะทำให้การอ่านหนังสือของคุณในครั้งนี้เสียทั้งเวลาแถมไม่ได้อะไรเลย วันนี้เราจึงมีเรื่องราวในการอ่านยังไงถึงจะเข้าถึงสมองมาฝากกันค่ะ
>> ให้อ่านทีละน้อยๆ ทะยอยอ่านเรื่อยๆ อย่าอ่านแบบตูมเดียว ทีเดียวเพราะจุทำให้
น้องๆเบลอยิ่งอ่านยิ่งไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจเนื้อหาที่อ่าน นั้นเป็นวิธีที่ผิดค่ะ การอ่านให้รู้
เรื่องเข้าถึงสมองจริงๆต้องค่อยๆอ่านทีละน้อยจะช่วยในการจำได้ดีกว่าค่ะลองดูนะคะ

>> ให้ใช้ ปากกาสีช่วยในการเน้นข้อความที่สำคัญ เพราะจะช่วยในการได้ดีกว่า เพราะ
ได้มีการวิจัยมาแล้วว่าการใช้ปากกาสีเน้นข้อความจะทำให้การจำดีขึ้นเรื่องจากความ
แปลกแตกต่างของสีกับตัวหนังสือ

>> เมื่ออ่านแล้วให้น้องๆ ลองจดข้อความที่สำคัญในสมุดดูค่ะ เพราะการจะก็เป็นวิธีหนึ่ง
ที่ช่วยทบทวนความจำได้ดีเช่นกัน

>> เวลาอ่านหนังสือนั้น ให้เราอ่านทีละวิชา เพราะการอ่านทีละวิชาจะช่วยให้เข้าใจได้
มากขึ้น กว่าการอ่านมั่วเว้นวิชาๆไปจะทำให้น้องๆสับสนได้ค่ะ

>> การอ่านหนังสือช่วงหัวค่ำจะทำให้มีสมาธิมากกว่าตอนกลางวันค่ะ อีกอย่างการอ่าน
นั้นควรเตรียมสุขภาพร่างกายให้พร้อมด้วยเพราะเมื่อสุขภาพพร้อมสมองก็พร้อม
ตามมาด้วย ข้อห้ามคือห้ามดื่มเครื่องดื่มชูกำลังเพราะจะทำให้น้องๆ เบลอได้ค่ะ

>> เมื่ออ่านหนังสืออยู่ ทีวี วิทยุ อินเทอร์เน็ต ไม่ควรยุ่งด้วยอย่างยิ่งเพราะ จะทำให้
จิตใจของน้องๆสนใจอยู่แต่สิ่งรอบข้างเหล่านี้ ดังนั้นเมื่อน้องๆจะอ่านหนังสือควรปิด
ทุกอย่างไม่ให้มีเสียงรบกวน จึงจะทำให้การอ่านของน้องๆ นั้นได้ประสิทธิภาพดีที่สุด

เอ้า !!น้องๆคนไหนรู้เคล็ดลับดีดีอย่างนี้แล้วลองนำไปฝึกดูนะคะเพื่อเทคนิคในการอ่านทีดีขึ้นค๊า

ขอบคุณบทความดีดีจาก : www.247friend.net

Posted in Uncategorized | Tagged , , , | Comments Off

เทคนิคการอ่านหนังสือให้เร็ว

เทคนิคการอ่านหนังสือให้เร็ว
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อ่านหนังสือแล้วอ่านยังไง๊ยังไงก็ไม่เข้าใจเลยสักทีหรือกว่าจะเข้าใจก็ต้องอ่านหลายรอบเลยทีเดียวจึงจะเข้าใจ

แต่หากเป็นหนังสือนิยายรักคุณก็คงนั่งอ่านนอนอ่านอย่างเพลิดเพลิน และเผลอๆ อาจฝันว่าตัวเองเป็นนางเอกของเรื่องก็เป็นได้ใช่มั๊ยล่ะคะ กลับกันคือหากคุณเจอกองเอกสารพะเนินเทินทึกหรือหนังสือวิชาการต่างๆ คุณกับหัวหมุนทันที ดังนั้นคุณจึงจำเป็นต้องเรียนรู้เทคนิค “การอ่านให้เร็ว” เพราะมันจะช่วยให้คุณประหยัดเวลาในการอ่านได้ถึงครึ่งหนึ่งโดยที่คุณไม่ทำความเข้าใจผิดพลาด เทคนิคการอ่านให้เร็วมีดังนี้ค่ะ

• วัดระดับความเร็วในการอ่าน นั่นก็คือคุณลองอ่านบทความบทความหนึ่งแล้วคุณจับเวลาดูว่าในเวลา 1 นาทีนั้น คุณอ่านได้กี่คำแล้วลองนับดูค่ะ จากนั้นคุณลองทำความเข้าใจที่คุณอ่านได้แล้วลองเขียนลงบนกระดาษสรุปใจความที่คุณอ่านได้ว่าเป็นยังไง หากคุณเขียนได้เยอะก็แสดงว่าคุณเข้าใจเนื้อหานั้น
•ใช้ตัวช่วยในการอ่าน บางทีการอ่านของคุณก็ไม่จดจ่อกับตัวหนังสือใช่มั้ยจึงต้องอ่านไปมาหลายรอบ และเพื่อไม่ให้คุณเกิดอาการนั้นก็คือ ให้ใช้ดินสอลากตัวหนังสือที่กำลังอ่านไปเรื่อยๆ ไล่ไปทีละคำด้วยความเร็วที่สม่ำเสมอจากซ้ายไปขวา และเมื่อจบบรรทัดก็ให้รีบเร่งบรรทัดใหม่ต่อไป อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มสมาธิให้คุณไม่วอกแวกด้วยค่ะ

• ลองฝึกความเร็วในการอ่าน การอ่านหนังสือได้เร็วนั่นจะทำให้คุณเป็นนินัย แม้ว่าจะเข้าใจเพียงเล็กน้อยก็ตาม เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าสมองยังไม่ชินกับความเร็วที่อ่าน ผลที่ได้ก็คือไม่ค่อยเข้าใจในเนื้อหาเท่าไหร่แต่ไม่เป็นไรค่ะ ให้ลองใหม่ดูด้วยการอ่านในระดับความเร็วธรรมดาที่อ่านแล้วจะทำให้เข้าใจเร็วขึ้น จากที่คุณเคยอ่านโดยใช้เวลา 3 นาที ต่อมาก็ใช้เวลาในการอ่านให้น้อยลงเป็น 2 นาทีดู กับบทความเดิม และลดลงเหลือ 1 นาที หากคุณฝึกบ่อยๆ คุณก็จะชินกับการอ่านที่เร็วขึ้นและการเข้าใจของเนื้อหาก็เข้าใจมากขึ้น

• ทำความเข้าใจกับเนื้อหา หากคุณทำความเข้าใจกับเนื้อหาที่คุณกำลังอ่านแล้วละก็คุณก็ไม่ต้องกังวลเลยว่าคุณจะไม่เข้าใจในเนื้อหาที่คุณอ่าน และเวลาที่ใช้ในการอ่านก็จะสั้นขึ้นด้วยค่ะ
ขอบคุณบทความดีดีจาก : hilight.kapook.com

Posted in Uncategorized | Tagged , , , | Comments Off